รายงานพิเศษ เปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

  
     รายงานพิเศษ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี RV- 306 เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ที่ได้ผลในอนาคต
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ และอาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าร่วมโครงการวิจัยทดลองวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี RV- 306 เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรคเอดส์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ คาดว่า มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและเป็นโรคเอดส์มากกว่า 35 ล้านคนกระจายอยู่ทั่วโลก โดยในทวีปเอเชียมีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นอันดับ 2 รองจากทวีปอัฟริกา สำหรับในประเทศไทย คาดว่า จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์มากกว่า 5 แสนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และยังคงมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาอีกปีละเกือบ 10,000 ราย ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ลดลงมาพอสมควรจากการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ที่หน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการอยู่ในระยะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการศึกษาวิจัยและสามารถนำมาฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อยุติการแพร่ระบาดของโรคเอดส์อย่างได้ผล เช่นวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ เช่น วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันโรคหัด หรือ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
หนี่งในโครงการวิจัยทดลองวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้ออย่างได้ผล คือ โครงการวิจัยวัคซีนทดลองที่มีชื่อว่า RV-144 ซึ่งทำการศึกษาในคนไทย ที่จังหวัดระยองและชลบุรี มีจำนวนอาสาสมัครเข้าร่วมประมาณ 16,000 คน พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ร้อยละ 31 ซึ่งถือว่ายังป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ค่อนข้างต่ำอยู่ นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาในโครงการ RV-144 ทำให้นักวิจัยเห็นโอกาสและความจำเป็นจะต้องศึกษาต่อในเชิงลึก เพื่อให้เข้าใจกลไกของระบบภูมิต้านทานของร่างกายของมนุษย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และด้วยระบบการตอบสนองของผู้เข้าร่วมโครงการที่ต่างกัน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการวิจัยทดลองวัคซีน RV-306 ที่ทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังดำเนินการร่วมกับ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารบก
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงเปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมในการทดลองครั้งนี้ประมาณ 60 คน ซึ่งขณะนี้ ได้รับอาสาสมัครไปแล้ว 30 คน และคาดว่าจะได้อาสาสมัครครบตามจำนวนในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ทั้งนี้ อาสาสมัครที่เข้าร่วมในโครงการ จะได้รับการติดตามและมาตามกำหนดนัดเพื่อฉีดวัคซีนประมาณ 4-5 ครั้ง มีการเก็บตัวอย่างเลือดและสารคัดหลั่ง เพื่อตรวจดูระบบภูมิต้านทานในร่างกายเป็นระยะ โดยจะใช้เวลาติดตามประมาณ 2 ปี สำหรับ ข้อกังวลใจว่านักวิจัยจะนำเชื้อเอดส์มาทำเป็นวัคซีนฉีดเข้าสู่ร่างกายของอาสาสมัครหรือไม่นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะสารวัคซีนที่นำมาใช้ทดลองฉีดในโครงการนี้ ไม่ได้ทำจากเชื้อไวรัสเอดส์โดยตรง แต่เป็นการสังเคราะห์ตัวโปรตีนบางตำแหน่งจากเชื้อไวรัสเอชไอวีขึ้นในห้องทดลอง และพัฒนาให้เป็นสารทดลองวัคซีนเพื่อนำไปฉีดทดลองเพื่อกระตุ้นระบบภูมิต้านทานในร่างกายของมนุษย์ ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้น การฉีดวัคซีนทดลอง จึงไม่มีผลทำให้อาสาสมัครติดเชื้อเอดส์ได้ ซึ่งหากติดเชื้อเอดส์ ก็จะเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของตัวอาสาสมัคร ที่ไม่ได้มีการป้องกันเมื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสเอชไอวีอยู่แล้ว ผู้สนใจเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร โดยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยทางคลินิก ชั้น 8 อาคารเฉลิมพระบารมี โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 5394 6046 (ในเวลาราชการ) และ 081 724 1762-3 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
 
2 มกราคม 2557 , 17:52 น. , อ่าน 1190  

 ข่าวโดย   กนกรัตน์ ปัญญา สวท. เชียงใหม่